หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อับราฮัม ลินคอล์น

อับราฮัม ลินคอล์น

อับราฮัม ลิงคอล์น (อังกฤษ: Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เริ่มดำรงตำแหน่งเมื่อ 4 มีนาคม ค.ศ. 1861 จนกระทั่งถูกยิงเสียชีวิต ลินคอร์น ประกาศว่าเขาต่อต้านระบบทาสในสหรัฐอเมริกา[1][2] ลินคอร์นชนะตัวแทนจากพรรครีพับลิกันในปี ค.ศ. 1860 และได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีในปีถัดมา ระหว่างการดำรงตำแหน่ง ลินคอร์นได้ช่วยรักษาประเทศ โดยการเป็นผู้นำในการถอนตัวออกจากผู้สบคบร่วมคิดในสงครามประชาชนอเมริกัน ของรัฐบาลกลางสหรัฐในสงครามอเมริกัน เขายังได้แนะนำมาตรการในการเลิกทาส ซึงนโยบายอันนี้ได้ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1863 และได้รับการผลักดันให้บรรจุเข้าไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 13 ในปี ค.ศ. 1865

อับราฮัม ลิงคอล์น ได้ติดตามในความพยายามในการทำสงครามเพื่อชัยชนะอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคัดเลือกนายพลระดับสูง รวมไปถึง ยูลิสซิส เอส. แกรนท์ นักประวัติศาสตร์สรุปเอาไว้ว่า ลิงเคิล์นได้เข้าไปช่วยเหลือแต่ละกลุ่มในพรรครีพับลิกันเป็นอย่างดี การนำมาของผู้นำแต่ละกลุ่มเข้ามาร่วมในคณะรัฐมนตรีของเขา และบังคับให้พวกเขาเหล่านั้นร่วมมือกัน ลิงเคิล์นประสบความสำเร็จ ในการลดความรุนแรงของสงครามที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว (Trent Affair) กับสหราชอาณาจักร ในปี ค.ศ. 1864

ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับสงคราม (Copperheads) ได้วิจารณ์ลิงเคิล์นเกี่ยวกับการปฏิเสธการทำข้อตกลงเกี่ยวกับนโยบายการเลิกทาส ความขัดแย้งโดยเฉพาะพวกรีพับลิกันที่เป็นพวกหัวรุนแรง หัวหน้ากลุ่มที่มีความคิดในการเลิกทาสในพรรครีพับลิกัน ได้วิจารณ์ว่าลิงเคิล์นออกมาเคลื่อนไหวช้าเกินไป การเอาสิ่งกีดขวางมากั้นถนนไว้ ลิงเคิล์นประสบความสำเร็จ ในการปลุกระดมมวลชนโดยการพูดโน้มน้าวใจประชาชนในที่สาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น Gettysburg Address แต่นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ลิงเคิล์นมองหาจังหวะในการเร่งให้มีการจัดการชุมนุมอีกครั้ง

อับราฮัม ลินคอร์นถูกยิงเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1865 เป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ถูกลอบสังหารในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา และทำให้เขากลายเป็นผู้เสียสละเพื่อความสามัคคีของคนในชาติในความคิดของประชาชนคนรุ่นหลัง

อับราฮัม ลิงคอล์น เป็น 1 ใน 4 ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่รูปใบหน้าได้รับการสลักไว้ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมานต์รัชมอร์ (Mount Rushmore) ใบหน้าของเขาปรากฏอยู่บนธนบัตรราคา 5 ดอลลาร์สหรัฐ และเหรียญราคา 1 เซนต์ ชื่อของเขาถูกนำมาตั้งเป็นชื่อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และเรือบรรทุกเครื่องบิน

สกอร์เปี้ยนส์ ''แมงป่องผยองเดช''



ถ้านึกถึงวงดนตรีจากเยอรมันที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก รายแรกที่ทุกคนจะนึกถึงเป็นลำดับต้นๆ คือ สกอร์เปี้ยนส์ และเมืองไทยก็รู้จักพวกเขากันอย่างดี เพราะเคยมาแสดงในเมืองไทยหลายรอบแล้ว

สกอร์เปี้ยนส์ เป็นวงดนตรีแนวเฮฟวี่ เมทัล และฮาร์ดร็อก มาจากเมืองฮันโนเวอร์ โด่งดังสุดในยุคทศวรรษที่ 80 มีพลงดังอย่าง ''Rock You Like a Hurricane'', ''No One Like You'' และ ''Still Loving You'' พวกเขาขายได้ทั่วโลกมากกว่า 75 ล้านอัลบั้ม ตั้งวงกันตั้งแต่ปี 1965 โดยแกนหลักคือ รูดอล์ฟ เชงเกอร์ มือกีตาร์ ซึ่งชวน โวล์ฟกัง ซิโอนี่ มือกลอง มาเล่นดนตรีกันในย่านเมืองฮันโนเวอร์ ปี 1967 ใช้ ฮาราลด์ โกรสคอปฟ์ ตีกลองแทนซิโอนี่อยู่พักหนึ่ง และปี 1968 ก็ได้ โลธาร์ ไฮม์แบร์ก เล่นเบส จนกระทั่งปีต่อมารูดอล์ฟชวน มิคาเอล เชงเกอร์ น้องชาย เสริมทัพในตำแหน่งกีตาร์ และ เคล้าส์ ไมเน่ เข้ามาเป็นนักร้อง สกอร์เปี้ยนส์จึงเริ่มเป็นวงอาชีพเต็มตัว โดยออกอัลบั้มแรกปี 1972 ชื่อ ''Lonesome Crow'' ออกทัวร์ทั่วเยอรมันร่วมกับ ยูไรห์ ฮีพ, ยูเอฟโอ และ โรรี่ กัลลาเกอร์ ในที่สุดมิคาเอลก็ย้ายไปอยู่วงยูเอฟโอช่วงปี 1973 ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเชงเกอร์ไปรวมกับวง ดอว์น โร้ด ของ อูลี่ จอน โร้ธ หรือ อูลริช โร้ธ ซึ่งเป็นมือกีตาร์ ส่วน อาคิม เคียร์ชนิงก์ เล่นคีย์บอร์ด ฮันส์-เจอร์เก้น โรเซนธาล ตีกลอง และ ฟรานซิส บุ๊คโฮลซ์ สวมตำแหน่งเบส ก่อนให้ไมเน่มาเป็นนักร้อง และเปลี่ยนชื่อจากวง ดอว์น โร้ด เป็น สกอร์เปี้ยนส์ เพราะชื่อหลังติดตลาดไปแล้ว

ปี 1974 เคียร์ชนิงก์ออกไปหลังทำอัลบั้ม ''Fly to the Rainbow'' ปีต่อมา รูดี้ เลนเนอร์ส ชาวเบลเยียม มาตีกลองแทนโรเซนธาล ซึ่งต้องไปเป็นทหาร และการออกอัลบั้ม ''In Trance'' ในปีนั้น ทำให้ได้ร่วมงานกับ ดีเตอร์ ดีร์คส์ โปรดิวเซอร์คู่บารมี ถึงปี 1976 สกอร์เปี้ยนส์ออกงาน ''Virgin Killer'' แต่ปี 1977 แฮร์มันน์ ราเรเบลล์ หรือ แฮร์มันน์ แอร์เบลล์ ก็มาแทนเลนเนอร์สที่ออกไปเพราะปัญหาสุขภาพ หลังออกอัลบั้ม ''Taken by Force'' ในปีนั้น โร้ธ มือกีตาร์แนวคลาสสิก และมีส่วนผสมของ จิมมี่ เฮนดริกซ์ อยู่ด้วย ก็รู้สึกไปกันไม่ได้กับแนวทางของเชงเกอร์ ซึ่งเล่นฮาร์ดร็อก และเน้นการตลาดมากขึ้น ปี 1978 สกอร์เปี้ยนส์ออกอัลบั้ม ''Tokyo Tapes'' ซึ่งเป็นบันทึกการแสดงสดที่ญี่ปุ่น แต่โร้ธก็ออกไปตั้งวง อีเล็กทริก ซัน โดย มัทธีอัส ยาบส์ เข้ามาแทน หลังจากมีผู้มาคัดเลือก 140 คน

ปี 1979 มิคาเอลกลับมาร่วมงานกับสกอร์เปี้ยนส์ หลังโดนยูเเอฟโอไล่ออกเพราะติดสุรา และมีอัลบั้ม ''Lovedrive'' ซึ่งประสบความสำเร็จมากจากเพลง ''Loving You Sunday Morning'', ''Always Somewhere'', ''Holiday'' และ ''Coast to Coast'' ช่วงนี้ยาบส์ถูกบีบให้ออกเพื่อหลีกทางให้มิคาเอล แต่ฝ่ายหลังดันไม่เลิกนิสัยเดิม คือติดสุราจนเสียงาน สุดท้ายยาบส์ก็กลับมาเสียบแทนมิคาเอล ถึงปี 1980 สกอร์เปี้ยนส์ออกอัลบั้ม ''Animal Magnetism'' หลังจากนั้นไมเน่ต้องผ่าเส้นเสียงที่ลำคอ โดยมี ดอน ด็อคเค่น มาเป็นคนช่วยร้องแบ็กอัพ แต่หายกลับมาร่วมออกงาน ''Blackout'' ในปี 1982 ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ขายดีสุดของวงจนถึงทุกวันนี้ มีเพลงดังอย่าง ''Dynamite,'' ''Blackout'' และ ''No One Like You''

ปี 1984 สกอร์เปี้ยนส์ออกอัลบั้ม ''Love at First Sting'' ซึ่งมีเพลงดังคือ ''Rock You Like a Hurricane'', ''Bad Boys Running Wild'' และ ''Still Loving You'' ก่อนออกงาน ''World Wide Live'' ซึ่งเป็นการบันทึกแสดงสดทั่วโลกในช่วง 1 ปี ตามมาในปี 1985 ส่วน ''Savage Amusement'' ออกในปี 1988 และปี 1990 สกอร์เปี้ยนส์มีผลงานคือ ''Crazy World'' ที่เปลี่ยนโปรดิวเซอร์มาเป็น คีธ โอลเซ่น มีเพลงดังคือ ''Wind of Change'' ต่อมาบุ๊คโฮลซ์ออกไป ราล์ฟ รีคเกอร์มันน์ เข้ามาแทนในอัลบั้ม ''Face the Heat'' ที่วางจำหน่ายช่วงปี 1993 โดย บรูซ แฟร์แบร์น มาเป็นโปรดิวเซอร์ ตามด้วยบันทึกการแสดงสด ''Live Bites'' ในปี 1995 หลังเปลี่ยนมือกลองจากราเรเบลล์เป็น เคิร์ต เครสส์ ก็มีอัลบั้ม ''Pure Instinct'' ในปี 1996 ก่อน เจมส์ ค็อตทัค จะมาเสียบแทนเครสส์ ถึงปี 1999 สกอร์เปี้ยนส์ออกงาน ''Eye II Eye''

งานช่วงนี้เริ่มโดนด่ามากขึ้น แม้แต่ ''Moment of Glory'' ในปี 2000 ซึ่งทำร่วมกับวงดนตรีคลาสสิก เบอร์ลิน ฟิลฮาร์โมนิค ก็ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ''S&M'' ของ เมทัลลิก้า ที่ทำร่วมกับ ซานฟรานซิสโก ซิมโฟนี่ ส่วนอัลบั้มอะคูสติกชื่อ ''Acoustica'' ในปี 2001 ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น พาเวล มาซิโวด้า เข้ามาเล่นเบสช่วงปี 2003 และออกอัลบั้ม ''Unbreakable'' ในปี 2004 สกอร์เปี้ยนส์จึงกลับมาได้คำชมจากนักวิจารณ์อีกครั้ง ล่าสุดพวกเขาออกคอนเซปต์อัลบั้ม ''Humanity-Hour I'' ในปี 2007 โดยมี เดสมอนด์ ไชลด์ กับ เจมส์ ไมเคิ่ล เป็นโปรดิวเซอร์

วันนี้พวกเขาแก่ขึ้น อายุเฉียด 60 เกือบหมดแล้ว สกอร์เปี้ยนส์ เปรยว่าไม่อยากทำเพลงแบบหนุ่มจีบสาว หรือฉันหลงรักเธอ อีกต่อไปแล้ว เพราะไม่เข้ากับวัย แต่ไม่ว่าวันคืนเปลี่ยนไปแค่ไหน คนก็คงไม่ลืม ''แมงป่องผยองเดช'' วงนี้อย่างแน่นอน
ข้อมูลพิเศษ

นอกจากจะเป็นชื่อวงร็อกจากเยอรมันแล้ว สกอร์เปี้ยนส์ ยังเป็นชื่อวงดนตรีอังกฤษอีก 2 วง หนึ่งนั้นมาจากแมนเชสเตอร์ช่วงยุคทศวรรษที่ 60 อีกหนึ่งมาจากลอนดอน เป็นวงดนตรีบรรเลง 3 ชิ้น ออกอัลบั้มในปี 1961 สำหรับ อีฟ ศิลปินแร็พ ก็เคยออกอัลบั้มชื่อ ''Scorpion'' และ เมกาเดธ เคยมีเพลง ''The Scorpion'' ในอัลบั้ม ''The System Has Failed''




วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

จอห์น เลนนอน

จอห์น เลนนอน

จอห์น วินสตัน โอโนะ เลนนอน (อังกฤษ: John Winston Ono Lennon) (9 ตุลาคม พ.ศ. 2483-8 ธันวาคม พ.ศ. 2523) เป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรีชาวอังกฤษ รู้จักกันดีในนามจอห์น เลนนอน แห่งวงเดอะบีทเทิลส์ โดยตั้งวงกับ พอล แม็คคาร์ตนีย์ จอร์จ แฮร์ริสัน และ ริงโก สตารร์ เนื้อเพลงของเลนนอนจะมีลักษณะที่เต็มไปด้วยความหวัง สันติภาพ และความเจ็บปวด ซึ่งแสดงถึงลักษณะสังคมในช่วงนั้น และในช่วงหนึ่งเลนนอนได้ถูกจัดเข้ากับกลุ่มนักปฏิวัติเพื่อความสงบสุข

เลนอนเกิดที่เมืองลิเวอร์พูล ในปี พ.ศ. 2483 ได้แต่งงานครั้งแรกกับ ซินเทีย โพวเวลล์ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2505 โดยมีบุตรชายคนแรกชื่อ จอห์น ชาร์ลส จูเลียน เลนนอน (John Charles Julian Lennon) และแต่งงานครั้งที่สองกับนักร้องชาวญี่ปุ่น โยโกะ โอโน่(Yoko Ono) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2512 โดยมีลูกชายชื่อ ฌอน เลนนอนหรือ ฌอน ทาโร โอโน่ เลนนอน (Sean Taro Ono Lennon)

เลนนอนถูกฆาตรกรรมในนครนิวยอร์ก, ดาโกต้า, สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2523

ประวัติ
สมัยเด็กๆ จอห์นชอบวาดภาพผู้ที่พิการทุพพลภาพ และครูคิดว่าเขาน่าจะสอบเข้าไปเรียนในวิทยาลัยศิลปะได้ และเขาก็สอบได้ และที่วิทยาลัยแห่งนี้เองที่เขาได้พบกับซินเธีย โพเวลล์ ผู้หญิงซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภรรยาคนแรกของจอห์น

เมื่อตอนที่จอห์นอายุ 16 ปี ได้ตั้งวงดนตรีชื่อควอร์รี่ แมน (Quarry Man) และเปิดการแสดงกันในโรงเรียน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาก็ได้รู้จักกับ พอล แมกคาร์ตนีย์ ณ จุดนี้เอง จอห์นและพอลก็ได้มาร่วมงานกัน พร้อมกับจอร์จ แฮริสัน เป็นที่มาของวงดนตรี “เดอะ บีทเทิลส์” หรือ 4 เต่าทอง

การแสดงของวงเข้าตา ไบรอัน เอพสเตน ซึ่งต่อมาเป็นผู้จัดการวง ซิงเกิ้ลแรกของพวกเขาชื่อว่า Love me Do ซึ่งได้ จอร์จ มาร์ติน เป็นโปรดิวเซอร์ เพียงแค่วันที่สองของการออกซิงเกิ้ลนี้มันก็สามารถขึ้นชาร์ทที่อันดับ 17

จอห์นแต่งงานกับซินเธีย โพเวลล์ ในปี 1962 มีลูกชายด้วยกัน 1 คน คือจูเลียน แต่ที่สุดก็หย่าขาดจากกัน เมื่อจอห์นพบรักใหม่กับ โยโกะ โอโนะ ที่เดอะ อินดิก้า แกลเลอรี่ ปี 1966 จากนั้นในปี 1970 สี่เต่าทองก็วงแตก

จอห์นยังคงทำงานดนตรีด้วยการออกผลงานเดี่ยว อัลบั้ม Imagine ตามด้วย Mind Games, Rock and Roll และ Walls and Bridge แต่ชีวิตส่วนตัวย่ำแย่ จอห์น และ โยโกะ แยกทางกันเป็นเวลา 14 เดือน เพราะการกดดันของสาธารณชน แต่หลังจากนั้นทั้งสองก็กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง

ในปี 1975 โยโกะก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายแก่เขาอีกคนชื่อ “ฌอน” จอห์นทิ้งอาชีพนักดนตรีไป 5 ปี เพื่อทำตัวเป็นพ่อบ้านที่ดี คอยเลี้ยงดูลูกชายคนนี้ หลังจาก 5 ปีผ่านไปเขาก็หวนนึกถึงอาชีพนักดนตรีและเขาแต่งเพลงอีกครั้ง เขาเขียนงานเพลง Double Fantasy และบันทึกในปีเดียวกันคือปี 1980

แต่โชคร้ายก็มาเยือนในวันที่ 8 ธันวาคม 1980 ช่วงบ่ายขณะที่จอห์น เลนนอน อยู่ในสตูดิโอเพื่อกำลังเตรียมตัวอัดเพลงใหม่ ก็มีชายคนนึ่งชื่อว่าmark chapman (มาร์ค แชปแมน)ถือกระดาษกับปากกายืนให้จอห์น เลนนอน แล้วพูดว่า"ฉันจะมีลายเซ็นของคุณเป็นที่ระลึกได้ไหม?"จอห์นจึงเซ็นลายเซ็นของเขาให้แล้วก็ไป ทำงานต่อ

บ่ายวันนั้นจอห์นกับโยโกะก็มาอยู่ที่หน้าอพาร์ตเมนต์ของเขา เขาก็พบmark chapmanคนที่มาขอลายเซ็นเขานั้นเองแต่คราวนี้ในมือเขาไม่ใช่ปากกากับกระดาษแต่เป็นปืน

มาร์คพูดว่า "คุณเลนนอน!!" แล้วเขาก็ยิงจอห์นไปห้านัด จอห์นเสียชีวิตทันทีด้วยวัย 40 ปี 3 นาทีต่อมา ตำรวจมาถึงอพาร์ตเมนต์ มาร์คยังอยู่ตรงนั้นเขาพูดกับตำรวจว่า"ฉันนี้แหละที่ยิงจอห์น เลนนอน"

จางเว็บไซต์ johnlennon.com